เมามาอัพ

posted on 08 Aug 2011 07:09 by artiscream
"จงอย่าถามว่าประเทศชาติจะให้อะไรแก่ท่าน แต่จงถามว่าท่านจะให้อะไร
แก่ประเทศชาติ"

ใครพูดไว้ฟะ เคเนดี้พูดมั้ง เฮ้ยหรือเปรมพูดฟะ หรือทักษิณ
หรืออภิสิทธิ์ เออ ใครก็ช่างแม่มัน
สวัสดีค่ะเพื่อนๆชาวExteen
เยี่ยฮ์! เมา เมา เมา และเมา โลกกำลังร้องไห้ให้น้องอีฟเป็นกังวาลพริ้ง
ขอจรดจารไว้ก่อนค่ะกันลืมตอนตื่น เราขังความเมาไว้ในบรรทัดนี้แล้ว5555+
มันไม่ยุติธรรมเลยที่เราเสียตังค์เพื่อฉี่ออกตอนตื่น
ขอจ่ายเหมาหมื่นเดียวเมาทั้งชีวิตได้ไหม?

เขียนแต่เรื่องเหี้ยๆมาเจ็ดแปดเรื่อง เน้น! เรื่องเหี้ยๆ
ยังไม่เคยทำไรให้ประเทศชาติเลย
ห่า! เราไม่อยากถามกลับว่าประเทศชาติเคยให้ไรกูมั่ง?
นอกจากบังคับให้ต้องเรียนวิชาเพศศึกษาแต่เสือกบอกห้ามกูมีเซ็กส์5555+
พรุ่งนี้เราจะนอนให้กุ้งล็อพสเต้อร์ข่มขืนประชดแม่ง
 เห็นในโลตัสเมื่อวานน่าลองฉิบหาย เอาให้มดลูกแม่งพังไปเลยเป็นไง?
กรี๊ด! แค่คิดก็แฉะแล้ว
ซาตานเป็นพยาน! พณฯท่านคุณหญิงคุณนายในกระทรวงวัฒนธรรม
ได้ยินคงเป็นลมล้มพับน้ำลายฟูมปากชักดิ้นชักงอ5555+ ช่างแม่มัน

เอาละ ขอทำไรเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติสักวัน
ว่ากันถึงเทคนิคการคิดสำนวนเฟี้ยวฟ้าว
ง่ายๆเลย ฝึกนึกอากัปกิริยาท่าทางของมนุษย์เป็นพื้นแล้วค่อยถ่ายเทไปสู่ดิน น้ำ
 ลม ฟ้า อากาศ พืช สัตว์ ฯลฯ
เช่น กิน เดิน วิ่ง นั่ง นอน เกิด ตาย หงี่ ง่าน ซ่าน เสียว ตอแหล แรด ร่าน
อะไรก็ได้เอาเท่าที่นึกออก

จากนั้น ถ่ายเทอากัปกิริยามนุษย์ไปสู่อากัปกิริยาธรรมชาติ
ตัวอย่าง "วันน่ารักในเดือนลมฝน บนความเร่าร้อนจากของเหลวสีอำพัน ข้าพเจ้า
ริน100 Pipersลงกระทบผนังคออย่างหลงใหล แดดหลุบงุ้ม ก้านกิ่งส่ายเอนเริง
ร่านด้วยแรงลมกอดรัด ความชื้นสัมพัทธ์ก่อตัวแน่นหนายจนสายฝนโปรยปรายพราย
พริ้วลิ่วละอองลงจูบผืนดิน"

ต่อมาก็ทำกลับด้าน ฝึกนึกกิริยาท่าทางของธรรมชาติแล้วถ่ายสู่มนุษย์
เช่น เหี่ยว เฉา โรย รา โอ้ยเยอะแยะ
แต่ตอนนี้ปวดหัวตึบอยู่นึกได้เท่านี้5555+ โทษทีค่ะ
ตัวอย่าง "ลุงบุญเผื่อนแกเฝ้าคอยหยดน้ำจากฟ้าด้วยแววตาเหี่ยวเฉาและร่างกายผ่าย
ผอมโรยรา กระนั้น การรอฝนเม็ดแรกสำหรับชาวนาก็ยังเป็นการเฝ้าคอยที่มีความ
หมาย แต่ความหมายนั้นคงไม่สำคัญอะไรกับประเทศที่คนถือปืนมีอำนาจเหนือคน
ถือจอบ ประเทศที่คนถือจอบได้รับการสรรเสริญแบบเสแสร้งว่าเป็นกระดูกสันหลัง
ของชาติ เพลงเยินยอชาวนาถูกแต่งโดยชนชั้นกลางที่หาความสุขอย่างไร้ยางอาย"

กลเม็ดนี้ ตำราภาษาไทย (ฉบับขุนนาง) ที่เราเรียนตอนมัธยมในวิชา ท๑๐๑ 
ให้คำอธิบายไว้โดยเรียกว่า"บุคลาธิษฐาน" คือการทำให้สัตว์, สิ่งไม่มีชีวิต
,นามธรรม ให้มีสติปัญญา มีอารมณ์ มีกิริยาเยี่ยงมนุษย์ และจะงดงามอย่าง
ยิ่งถ้าคำนึงถึงสัมผัสระหว่างคำด้วยคำครุ (เสียงหนัก) กับคำลหุ (เสียงเบา)
ให้คล้องจองกันได้อย่างเสนาะไพเราะ

แต่เราไม่เห็นว่ามันจะเข้าท่าเลย! เรื่องง่ายๆไปทำให้มันยาก
 ทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่โตโอ่อ่าไว้โอ้อวดระหว่างกัน
แล้วผลัดกันเชยชมว่าไพเราะงดงามอย่างงั้นอย่างงี้ คมนั่นคมนี่ ปัญญาอ่อน!
เอาเวลาไปดวดเหล้ากันดีกว่ามั้ย? หรือจะกลืนควัน?
พอแระ ชักประคองศีรษะตัวเองไม่ไหว5555+
สุดท้าย อีฟหวังว่าเอ็นทรี่นี้คงจะมีประโยชน์ต่อเพื่อนๆบ้าง ไม่มากก็ไม่ได้อะไรเลย

(รบกวนเวลาคุณ ๕ นาที)

มันเกิดจากความที่หนึ่งเดือนก่อนข้าพเจ้ามานั่งนึก เอ เราจะเขียนอะไรดีนะ
นึกเท่าไรก็นึกไม่ออก (ตอนนั้นยังไม่ได้สมัครExteen)
ไปปรึกษาใครเขาก็ว่าคนจะเขียนหนังสือได้ดี ควรเริ่มจากการเป็นนักอ่านที่ดีก่อน
เป็นนักอ่านระดับหนอนที่อ่านจุเหมือนตัวมอดกินกระดาษ

แต่เขาไม่ได้บอกเราว่าควรอ่านจำนวนเท่าไหร่ จึงจะพอแก่การเขียน
กับคำกล่าวที่ว่า “อยากเขียนหนังสือเก่งต้องอ่านมากๆ”
เราเห็นด้วยนะ แต่ไม่ทั้งหมด
ขืนเชื่อตามนั้นกว่าจะลงมือเขียนได้มีหวังแก่ตายก่อน แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ตรงนั้น
ปัญหาอยู่ที่ว่าเราเกลียดการเรียน! เกลียดการอ่านหนังสือ!
มันปวดประสาทและน่าเบื่อทุเรศ!

ไม่ใช่เฉพาะหนังสือเรียน! แม้แต่การอ่านนิยายตามอินเทอร์เน็ท
เราพบว่าตัวเองอ่านไม่เคยจบเลย หลายครั้งหมดอารมณ์กดcloseมุมขวาปิดก่อน
ไม่เหมือน3-4ปีก่อนครั้งเพิ่งเล่นเน็ทใหม่ๆ
เราสามารถอ่านนิยายในpramool.comได้เป็นวันๆอดหลับอดนอน
สมาธิตัวเองตอนนั้นกับตอนนี้มันต่างกันสิ้นเชิง
การบริโภคข้อมูลข่าวสารแบบแดกด่วนในโลกสมัยใหม่ทำเรากลายเป็นคนสมาธิสั้น

ซึ่งโรคสมาธิสั้นนี้ เป็นผลพวงจากอาการติดอินเทอร์เน็ท
แต่เราไม่รู้คนอื่นเป็นกันหรือไม่
แต่ที่แน่นอนกว่านั้นเมื่อก่อนเรื่องเขียนหนังสือไม่เคยมีในสมองเรา
ไม่แม้แต่นิดเดียว
เวลาว่างข้าพเจ้าชอบเดินห้าง กินข้าว ดูหนัง ซื้อเครื่องสำอางค์มากกว่า
อาศัยการเดินทางโดยไม่รถไฟฟ้าก็แท็กซี่

ซึ่งหลายเดือนมานี้ก็เดินทางคล่องตัวเพริศแพร้วขึ้นมาก
เพราะไม่มีการชุมนุมกีดขวางทางจราจร
ข้าพเจ้าเป็นคนหนึ่งที่เห็นด้วยตอนเขาล้มเอาทักษิณลงได้
แต่หลังเกิดเหตุการณ์เมษา-พฤษภาเลือดที่ตาย 91ศพ สาบสูญ900 บาดเจ็บ2000
ทำเอาเราต้องหวนกลับมาคิดใหม่ คือมันไม่ใช่แล้วไง
การฆาตรกรรมหมู่ครั้งใหญ่นี้เป็นการทำลายหลักนิติรัฐ

มีอยู่หนแท็กซี่คันเรานั่งติดไฟแดงละแวกแยกราชดำเนินก่อนเข้าเส้นสนามหลวง
เรามองจากกระจกรถออกไปยังพระแม่ธรณีบีบมวยผม
เห็นหญิงชราผิวฝาดแดดฝาดลม นุ่งผ้าถุงชายขาดรุ่ยซีดเซียว
หงายมือย่นยู่ด้วยริ้วรอยรองน้ำก๊อกที่สร้างไว้เป็นทานแก่คนจรกอบขึ้นดื่มอย่างกระ-
หายโหย และกอบให้หลานเนื้อตัวขะมุกขะมอมข้างเคียงดื่มบ้าง
ไม่นานนาทีเราก้มมองขวดชาเขียวเย็นเฉียบจนกระไอจับในมือเรา
หัวใจมันหล่นวูบเหมือนโดนใครจับโยนลงหุบเหว
ทั้งที่อาจารย์ในชั้นก็เคยบอกให้รู้ว่าต้นทุนจริงมันขวดละแปดบาทแต่ขายยี่สิบ
.ถึงอย่างไรเราก็ซื้อเพราะป๊ากับม๊าให้ค่าขนมไปมหาลัยค่อนข้างมาก

กว่าจะรู้อีกที ก็พบว่าตัวเองสามารถจับปากกา
แล้วจรดจารเขียนอะไรได้พรั่งพรูอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
.ก็เลยคิดว่าแปลกดี ภาพสะเทือนใจมีผลต่อการเขียนมากกว่าการอ่านหนังสือ
แต่ต่อมาก็พบว่าตัวเองเป็นคนมีบุคลิคย้วย น้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหลงเหลง
ไม่รู้จักการเคี่ยวกรำให้งวดจนข้นคลั่ก

พอเริ่มเห็นจุดบกพร่องตัวเองอย่างนั้น หลังเขียนเสร็จจึงต้องมีการสอบทานอีกหน
โดยการอ่านจากต้นจนจบแล้วจับเวลาว่า
ใช้เวลาไปเท่าไหร่?
และก็ค้นพบต่อมาว่าเวลาที่เหมาะสม ควรทำให้ผู้อ่าน อ่านจบได้ภายใน ๕ นาที

เนื่องจากข้าพเจ้าเป็นคนสมาธิสั้น
ไม่ชอบอ่านอะไรยาวยืดแบบตั้งวงขันโตกเอิกเกริกกันเลย
แต่ชอบอ่านพอกรึ่มๆเป็นแกล้มเหล้า
แบบ๒๐ดีกรีบางยี่ขัน ๑ เป๊คแนมมะยมดองของชนชั้นฝุ่นดิน
หรือมาร์ตินี่แนมมะนาวฝานริ้วโรยเกลือของชนชั้นหอคอยงาช้าง
ดังนั้น ด้วยสำนึกที่ว่าถ้าตัวเองไม่ชอบลิ้มรสงานอย่างไหน
เวลาเขียนก็อย่าให้ใครได้ลิ้มรสงานอย่างนั้น

อนึ่ง เกินจาก ๕ นาทีข้าพเจ้าถือว่ารบกวนเวลาคนอ่านมากไป
เพราะยังมีบล็อคอื่นอีกเยอะแยะรอคอยให้เขาอ่าน
เรื่องราวมากมายกำลังรอเสิร์ฟเป็นอาหารสมอง!
ถึงอย่างไร จากนาทีนั้นถึงนาทีนี้ข้าพเจ้าพบว่าตัวเองยังทำได้ไม่สู้จะดีนัก

๕ นาทีนั้นเคยทำได้สองครั้งคือครั้งนี้และครั้งเขียนเรื่องคอสเพลย์ (ฟลุ๊ค)
แต่รู้สึกภูมิใจมาก
นอกนั้นยังไม่ค่อยพอใจนัก ยังอ่อนด้อยด้านการคุมไฟเคี่ยวให้งวด
ค่ำแล้วนกบินกลับรังนอน
ขอตัวไปตักน้ำฝ่าฟืนมาเป็นเชื้อไฟเคี่ยวหม้อต่อไป สวัสดี.