สะดิ้งกายฉุยฉาย ๑๓ นาที

posted on 06 Aug 2011 21:36 by artiscream
 
๖ โมงเช้ากับอีก ๔๔ นาที ข้าพเจ้ายิ้มให้แปรงสีฟัน
แล้วแปรงสีฟันก็ยิ้มตอบน่ารัก
เป็นยิ้มอย่างระวังระไวระหว่างกันแบบในหนังสายลับฉบับจอห์น วู
มีตัวเอกตวาดถามอีกฝ่าย “มึงเป็นใครวะไอ้กร๊วก!
ใครส่งมึงมา? รัฐบาล? คุยกับปืนกูไหม?”
 กระสุน9มม.คำรามขึ้นในนาทีชีวิต

เป็นยิ้มตามมารยาทแฝงความเคลือบแคลงว่ามันโผล่มาอยู่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่?
นั่นสิ, ของภายในห้องน้ำนี้ ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ?
เราเปลี่ยนแปรงสีฟันเมื่อไหร่เราจำไม่ได้
เปลี่ยนยาสระผมเมื่อไหร่เราจำไม่ได้
เปลี่ยนสบู่เมื่อไหร่เราจำไม่ได้
เปลี่ยนน้ำยาชำระอวัยวะที่ลับ (ซึ่งไม่ลับนักแล้วในพ.ศ.นี้) เมื่อไหร่เราจำไม่ได้
เปลี่ยนใบมีดที่โกนขนรักแร้เมื่อไหร่เราจำไม่ได้
เราสูญเสียความทรงจำในเรื่องใกล้ตัวอย่างบัดซบ!
ห่า! แต่ดาราคนไหนเอากับใครหรือเพิ่งเลิกกับใครเราจำแม่งได้หมด

เปิดวาล์วฝักบัวพลางก่นด่ารัฐว่าน้ำไหลช้าฉิบหายเลยเหี้ย!
มันช่างสวนทางกับกระแสธารภาษีที่ไหลออกจากกระเป๋าพ่อแม่เราเชี่ยวกราก-
ขึ้นทุกปี หลังจากนั้นเราจ้องนิ่งที่ผนังห้องน้ำอย่างแค้นใจ!
นานนับนาน
ราวกับจะเพ่งพิศให้มันแตกเขละเป็นขุยป่นหล่นร่วง
แล้วเงยหน้าหัวเราะขมขื่นเครือสะอื้นใกล้บ้า! แต่ความอดกลั้นมันฉุดแขนเราไว้
ไม่ให้ไปเขย่ารั้วทำเนียบร้องเรียนนายกฯว่าน้ำไม่พอล้างหอย

แก้ผ้าเดินฉุยฉายออกจากห้องน้ำสู่ห้องนอน 
น้ำหยดเป็นทางเปาะแปะเซ็นซ่านเรี่ยร่านตอแหล
ยกตีนถีบหน้าต่างถ่างอ้าจนอุทัยแสงแยงตา!
.อะฮ้า! เวิ้งฟ้าโปร่งเป็นสีครามตัดกับปุยเมฆขาวราวปุยฝ้าย
หยดน้ำพร่างพราวเกาะดอกไม้ใบหญ้าต้องแสงแดดอ่อนน่ารัก
กลิ่นไอดินอันสุขุมอบอวลอ้อยอิ่ง
ความชุ่มชื้นหลังผ่านคืนดวงเดือนกอดเมฆดำไว้แนบแน่น
นกบางตัวบินฉาดผ่านหน้าเราไปเกาะยังต้นมะม่วงแม่ลูกอ่อน
ด้วยความห่วงใยเราจึงตะโกนถาม
“เฮ้! เจ้านกน้อย เป็นไงวันนี้หาหนอนกินได้บ้างไหม?
ชะ! แต่เอ็งเกิดในไทยอย่าทะลึ่งบินไกลไปกินหนอนเกาหลีเชียวนะโว้ย!
กลับมามีหวังถูกตะเพิดลงนรกด้วยปืนอนุรักษ์นิยมของพวกขวาจัดคลั่งชาติ”
มันตกใจกลัวจึงบินหนีไปด้วยปีกแห่งเสรีภาพ

เรารู้สึกอิจฉามันที่ไม่มีเสรีภาพอย่างนั้นบ้าง แล้วล้มตัวลงนอนเกลือกบนเตียง
เตียงนั้นมีพื้นที่ประมาณ ๒ โลงศพวางเคียงกัน
กระไอแอร์ที่เพิ่งปิดไปยังเย็นเยือกอยู่
พยายามข่มตาให้สนิทด้วยความรู้สึกไม่อยากตื่นมาเห็นโลกนี้อีก
หลังจากนั้นกลิ้งไปกลิ้งมาจนตัวหมาดดี
มันให้ความรู้สึกของการปลิวไปกับสายลมแห่งเสรีภาพ 
ซาตานเป็นพยาน! เสรีภาพของผู้หญิงมีพื้นที่เพียงเท่านี้
เพื่อลืมตาตื่นในโลกความจริงเปิดลิ้นชักแล้วต้องสบถอย่างร้าวราน
“แม่ง! ทำไมมดต้องกัดกางเกงในเราเป็นรูทุกตัวเลยวะ”

เรามีพื้นที่เสรีภาพแห่งกางเกงใน(freedom of panty) เพียงชั่วประเดี๋ยวด๋าว
ไม่นานต่อมามันค่อยๆถูกสัตว์ลักลอบเจาะทีละนิด ทีละนิด
.เป็นเวลายาวนานจนรูพรุน กลายเป็นเสรีภาพแหว่งๆวิ่นๆ
ตั้งแต่๒๔๗๕มาถึงบัดนี้เรายังไม่มีกางเกงในเนื้อผ้าเต็มใช้สักที
เราจึงเดินทางไปเรียนอย่างหวาดระแวง
เราขื่นขมทุกทียามลมชะเวิกมา
บางครั้งต้องขอร้องกับคนแอบถ่ายใต้สะพานว่าเราขอไปเปลี่ยนเป็นกางเกงใน
ของเพื่อนแป๊บเดียวเดี๋ยวเรากลับมาให้ถ่าย

ทุกครั้งหลังอาบน้ำเราเปิดลิ้นชักหยิบกางเกงในเจอเงาบาปโผล่ตามหลอกหลอน-
รังควาน เงาบาปของสัตว์ที่เร้นกายเอาแต่หดหัวอยู่ในรู
เงาบาปของสัตว์ที่คอยโอกาสตอนเราเผลอ
สัตว์ที่จ้องจะทำลายหลักนิติรัฐ
.เสรีภาพถูกกัดกินเสมอภายใต้ระบอบกางเกงในธิปไตย (pantyracy)

ลุกขึ้นมาเยื้องกายยังโต๊ะเครื่องแป้งหยิบครีมบำรุงขวดเก่ง
แล้วบรรจงชโลมลงบนผิวหน้า (ด้านและดอก) หลังจากนั้นผัดแป้งให้นวลเนียน
แต้มยาอุทัยที่เรียวปากอีกนิดพอแดงแรด
หยิบกางเกงบลูจีนส์ขาสั้นที่หลงใหลมาใส่
ยกทรง? อยู่ไหนช่างแม่มัน! คว้าเสื้อได้ตัวรีบสวมออกจากบ้าน

ข้าพเจ้าก้าวไปอย่างมั่นใจในบลูจีนส์รัดง่ามตะโพกแทบว่าหายใจไม่ออก
แต่เราสัญญากับตัวเองว่าอึดอัดอย่างไรจะยอมทน
คำสัมภาษณ์ของผู้หญิงดัดจริตบางคนที่เคยอ่านเจอหลายเดือนก่อน
ลอยเอียงกะเท่เล่มาเห่กล่อมประสาท
“ฉันเป็นสาวยีนส์ตัวแม่ และมีกางเกงยีนส์เป็นตั้งๆเลยละ แถมยังปลื้มรอง
เท้าส้นสูงมาก ถึงจะใส่แล้วเดินสะดุดหัวทิ่มตลอดเวลาก็เถอะ!”
ประโยคต่อมา
“ฉันชอบรองเท้าบู้ตของFiorentini & Bakerมากๆ ตอนนี้มีอยู่สี่คู่ ทุกวันนี้ก็
ยังใส่คู่แรกที่ซื้อมาเมื่อหกปีที่แล้วอยู่เลย! มันดูโทรมจัดเลยแหละ แต่ฉันว่า
นั่นยิ่งทำให้มันดูเท่ขึ้นไปอีกนะ”*

*ดู SEVENTEEN no.122 may2011, p.72

ใครบางคนแถวถนนในหมู่บ้านมองมาด้วยแววตาหยัน
นาทีนั้นเราก้มพินิจการแต่งกายตัวเองพลางรำพึง
“ตายจริง! ลืมพกความเป็นไทยมา ทำหล่นหายไว้ไหนก็ไม่รู้”
ข้าพเจ้าจำนนคำอธิบายต่อเขามากกว่ารำพึงในใจอย่างขบขัน
วิชาไทย๑๐๑น่ะเราเคยเรียน
วิชาที่อ้างความเป็นไทยมาโบยตีด้วยภาษาให้หลาบจำถ้าใครไม่เชื่อ
แต่เราเรียนแล้วลืมเหมือนนักการเมืองลืมประชาชน

การอ้างความเป็นไทยเพื่อกดขี่วิถีชีวิตผู้หญิงให้อยู่ในกรอบกุลสตรีว่าด้วยความเป็น
แม่และเมียที่ดี
ไปพร้อมๆกับการสร้างวาทกรรม (discourse) ว่าด้วยผู้หญิงที่เลว/ผู้หญิงที่ดี
มาเหยียดหรือสร้างความเป็นอื่น (otherness) ให้แก่คนที่ตนมองว่าประพฤติ
ตัวต่ำทรามไม่ดีมีศีลธรรมเหมือนอย่างตน เรื่องนี้ค่อนข้างตลก
ตลกบัดซบเลย
เพราะถ้าเมื่อไหร่เขาคิดแต่เชิงเดี่ยว (uni-linear thinking)
เขาก็จะติดอยู่ในกับดักความคิดแบบคู่ตรงข้าม

กล่าวอีกนัยหนึ่ง การคิดว่าตัวเองมีสถานภาพคุณธรรม
หรือแม้กระทั่งสำนึกที่ตัวเองคิดว่า
พวกของตัวเองถูกต้องและดีกว่า (self-righteousness) คนอื่น*

*ดู R. Robinson & D. S. Goodman, “The New Rich In Asia: Economic
Development, Social Status, and Political Consciousness”
, (London: Routledge, 1996), p.2

ในแง่นี้ การที่คนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดในสังคมสถาปนาวัฒนธรรมใดวัฒนธรรมหนึ่งขึ้น
มาให้เป็นวัฒนธรรมมวลชน ซึ่งอันที่จริง มันไม่ได้เป็นวัฒนธรรมที่ผลิตอย่างกว้าง
ขวางเพื่อมวลชนเอง แต่เป็นวัฒนธรรมที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ตอบสนองความ
ชอบของมวลชนให้มากที่สุด ให้มวลชนบริโภคได้มากที่สุด และท้ายที่สุดก็เพื่อ
ควบคุมความคิดและพฤติกรรมของมวลชนให้เอื้อประโยชน์แก่ผู้สร้างวัฒนธรรม
มากที่สุด*

*ดู กิตติชัย งามชัยพิสิฐ. “ฮัลโลเทสต์ นี่คือการประกาศอิสรภาพจากการครอบงำ” ปาจารยสาร.
เมษายน-พฤษภาคม ๒๕๕๐, น.๒๔

คนอย่างป้าระเบียบรัตน์ คนอย่างป้าลัดดา เวลาป้าออกสื่อมาพูดเรื่องความเป็น-
ไทย ป้าต้องพูดให้หมด .เพราะวัฒนธรรมผัวเดียวเมียเดียวไม่ใช่ของไทย
แต่มันเกิดจากชนชั้นนำไทยในพ.ศ.๒๔๐๙เลียนแบบวัฒนธรรมตะวันตกยุควิคทอ
เรี่ยนมา ฉะนั้น เวลาคุณพูดเรื่องความเป็นไทย
คุณต้องยอมให้ผู้ชายมีเมียหลายคนได้ เพราะนี่คือOriginal Siam Culture

ปัญหาของกรอบคิดเรื่องอนุรักษ์นิยมด้วยสำนึกที่ผิดพลาดนี้ มันเกิดจากการเข้าใจ
อย่างผิดๆแล้วนำไปผลิตซ้ำ (Reproduction) ปากต่อปากกันอย่างผิดๆผ่านมวล
ชน, สื่อมวลชน, แพทย์, นักสิทธิสตรีบางสำนัก (โดยเฉพาะสำนักโรแมนติคครอบ
ครัวสุขสันต์แบบระเบียบรัตน์), พณฯ คุณหญิงคุณนายในกระทรวงวัฒนธรรม
, ศิลปิน, นักร้อง, นักแสดง ฯลฯ

กาญจนา แก้วเทพ ได้กล่าวไว้ในหนังสือชื่อ สื่อส่องวัฒธรรม ว่า
“ทุกๆวันในทั่วทุกมุมโลก มีระบบความคิดถูกผลิตขึ้นมาอย่างนับไม่ถ้วน
ความคิดไม่น้อยได้เกิดขึ้นมาชั่ววูบก็สูญสลายไป คงเหลืออยู่เพียงความคิด
หลักๆอยู่เพียงไม่กี่อย่างที่อยู่ยงคงกระพัน....สาเหตุหลักที่ความคิดชุดหนึ่ง
มีความทนทานนั้น ก็เนื่องมาจากความคิดชุดนี้ได้มีโอกาสถ่ายทอดโดยอา
ศัยผ่านบรรดาสถาบันและกลไกต่างๆของสังคม ให้เป็นที่รับรู้ของสมาชิกใน
สังคมอย่างสม่ำเสมอ”*

*ดู กาญจนา แก้วเทพ. สื่อส่องวัฒนธรรม. (กรุงเทพ: อมรินทร์บุ้คเซ็นเตอร์), ๒๕๓๙, น.๒๐๕

ซาตานเป็นพยาน! การทาปากแดง
การนุ่งสั้น
..การโนบรา
ไม่ใช่เพียงเพื่อประชดประชันเท่านั้น
แต่หมายถึงการปฏิเสธกฎเกณฑ์ป่าเถื่อนของอำนาจจารีตและปลายกระบอกปืน!

ภายใต้สังคมไทยที่เชิดชูผู้มีจิตวิญญาณน้ำหมึก (นักประพันธ์นวนิยาย, กวีนักเลง-
กลอน, ศิลปินแห่งชาติ) อย่างเลิศลอย
ข้าพเจ้าอยากตั้งคำถามกับสังคมไทย ๒ คำถาม
หนึ่ง สังคมไทยมองผู้เก่งวรรณศิลป์เป็นคน
แล้วเคยมองผู้ทาปากแดงเป็นคนหรือไม่?
หมายความถึงกลุ่มที่ถูกเหยียด, ถูกกีดกัน
, ถูกผลักไสให้เป็นคนชายขอบ(Marginal people) ของวัฒนธรรมย่อย (Sub
culture) ในสังคมไทยตลอดมา เช่น เด็กสก๊อย, เด็กพาณิชย์, ผู้หญิงบาร์เบียร์
, ผู้หญิงอาบอบนวด, นักศึกษาไซ้ด์ไลน์ ฯลฯ
สอง ในฐานะเป็นประเทศประชาธิปไตยที่เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นคน
และความเสมอภาคเท่าเทียม
สังคมไทยเคยมองน้ำหมึกมีค่าเท่ากันกับน้ำยาอุทัยหรือไม่?

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ศักดิ์ศรีและสิทธิเสรีภาพ มิได้เกิดมาจากความบังเอิญและการที่จะต้องถูกบังคับด้วยจารีตนะคะ..คุณระเบียบรัฐ! confused smile Hot! Hot! Hot!

#1 By KAI DYLAN on 2011-08-06 22:14

สำนวนและเรื่องแบบนี้เป็นเอกลักษณ์จริงๆคะ
อิชั้นขอติดตามอ่านต่อไปเรื่อยๆ ^^
แบบนี้..หาอ่านที่ไหนไม่ได้เลยHot!

#2 By BlackGato on 2011-08-06 22:30

เขียนได้แซ่บมาก
โคตรชอบทุกบรรทัดเลย
Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!
อีฟ ทำปุ่ม share ไว้ในบล็อกหน่อยสิ เราอยากแชร์ให้คนอื่นอ่านบ้างอ่ะ ของดีไม่อยากเก็บไว้อ่านคนเดียว

ปล. อยากเขียนได้แซ่บซักเสี้ยวอีฟบ้างจัง แม่งโคตรแซ่บซ่านได้ใจจริงๆ
ทำไม่เป็นเลยค่ะคุณแมวสถ่อย
คือ ใจจริงอีฟไม่อยากไปยุ่งหรือแตะอะไรกับลูกเล่นออฟชงออฟชั่นมาก วันนั้นมือไปโดนปุ่มไรไม่รู้ มันหายไปหมดเลย
แต่แชร์มีหรือไม่ก็ไม่เป็นไรค่ะ
เพราะอีฟปักเทียนดำตั้งจิตภาวนาทุกครั้งให้มีคนอ่าน 4 คน
อีฟชอบเลข 4 มาก
ภาษาญี่ปุ่นออกเสียงสี่ว่าชิพ้องพานกับชิอีกคำที่แปลว่าตาย

#5 By Bubble Bleed on 2011-08-06 23:17

ทักทายจร้าๆ ^^

#6 By ขาย server (58.9.66.220) on 2011-08-28 16:13

บล็อคสวยจังอิอิ

#7 By เสื้อยืด (115.87.139.12) on 2011-11-02 17:25

cool blog

#8 By graphic (115.87.139.12) on 2011-11-02 17:25

รูปสวยจังครับ

#8 By แก้วเซรามิค (115.87.139.12) on 2011-11-02 17:25

น้ำท่วมระวังๆกันด้วยนะจร้า

#10 By ติดแก๊ส (115.87.139.12) on 2011-11-02 20:31