ความรุนแรง! ถึงอย่างไรความรุนแรงเป็นเครื่องมือน่ารักเสมอเมื่อมนุษย์
ต้องการขจัดสิ่งที่ตนมองว่าเป็นเนื้อร้าย
ชะช้า! ไม่เว้นแม้แต่การเรียกจิกหัวเหล่าแบ๊นานุแบ๊วว่า
“อีพวกแอ๊บแบ๊วดัดจริต”
คำถามมีอยู่ว่า: ตลอดระยะเวลา ๘-๙ ปีผ่านมา รัฐไทยปล่อยให้ความรุน
                    แรงระหว่างคนผู้กำลังจะเป็นอนาคตชาติดำเนินยาวนาน
                    ขนาดนี้ได้ยังไง?

เยี่ยห์! เมื่อข้าพเจ้าทำการรื้อสร้าง (deconstruction) การรณรงค์ภาษาวิบัติ
พบว่ามีอยู่ ๔ วลีน่าเคลือบแคลงและควรถูกตั้งคำถาม
    ๑. อนุรักษ์ (conservation)
    ๒. สงวนรักษา (maintenance)
    ๓. คุ้มครอง (protection)
    ๔. ชาตินิยม (nationalism)

คำถามมีอยู่ว่า: อนุรักษ์เพื่อใคร? สงวนรักษาเพื่อใคร? คุ้มครองเพื่อใคร?
                      ชาตินิยมเพื่อใคร?  
    การที่รัฐไทยรณรงค์ภาษาวิบัติตลอดระยะเวลาหลายปีผ่านมา นั้นเป็นไปเพื่อ
    ความงอกงามทางสติปัญญาเยาวชนอย่างแท้จริงหรือเป็นไปเพียงเพื่อการดำ
    รงอยู่ของชาติ?

เอิงเอ็ย! อารมณ์สะเทือนใจถึงความงดงามด้านภาษาในครั้งเก่าก่อน
แปรเปลี่ยนเป็นความเกลียดชังผู้อื่นถึงด่าทอในพ.ศ นี้ได้อย่างไร?
นับว่าน่าศึกษาเรียนรู้เหมือนกัน
    อันว่าภาษาซึ่งเป็นรากฐานทางวัฒนธรรมที่สำคัญยิ่ง มีวิวัฒนาการมาตั้งแต่-
    สมัยสุโขทัย จนถึงอยุธยา โดยเฉพาะช่วงสมเด็จพระนารายณ์มหาราช, ภาษา-
    เมื่อครั้งพ่อขุนรามฯได้พัฒนามาเป็นภาษา “ไทยกลาง” หรือ “ไทยอยุธยา”
    ที่จะพัฒนามาเป็นภาษา “ไทยมาตรฐาน” ในทุกวันนี้

ครั้นเปลี่ยนแปลงการปกครอง๒๔๗๕ - ปัจจุบัน โครงสร้างอำนาจบางอย่างเกี่ยวกับ-
การศึกษามันไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลงด้วย และตะกอนของมันยังตกค้างอยู่จวบปัจจุบัน
ชะ! ก็ยังคงไว้ซึ่งทัศนะมุ่งการจัดทำแบบเรียนเพื่อใช้เป็นเครื่องมือถ่ายทอดอุดม-
การณ์ชาตินิยมให้เข้าถึงเยาวชนที่ถือเป็นรากฐานสำคัญของชาติต่อไป
    ดังพระดำรัสของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่ว่า
    “รัฐบาลมีอำนาจที่จะตบแต่งนิสัยใจคอไพร่บ้านพลเมืองได้ด้วยการแต่ง
     หนังสือสำหรับสอนเด็ก”*

*ดู ศุภกาณฑ์ นานรัมย์, “สมเด็จพระนเรศวรมหาราชในพระนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำ
รงราชานุภาพ: รับรู้ประวัติศาสตร์ในสังคมไทย” วิทยานิพนธ์ปริญญาโท สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศึก
ษา มหาวิทยาลัยศิลปากร

นับเป็นแนวทางการดำเนินการอย่างหนึ่งก็คือ การกระตุ้นผลักดันให้เกิด
“สำนึกความเป็นชาติ” (national awareness) โดยเฉพาะการก่อให้เกิดสำนึก-
ของการมีอัตลักษณ์แห่งชาติ (national identity) ร่วมกัน สำนึกความเป็นชาติอาจ
จะเข้มข้นรุนแรงเฉพาะในบางกลุ่มชนหรือชาติพันธุ์ [ชาด-ติ-พัน] ที่จะกลายมาเป็น
กลุ่มหลัก ในการกำหนดวิถีชีวิตและแบบแผนทางสถาบันที่บ่งบอกถึง
“ความเป็นชาติ” นั้นๆ*

*ดู เอกสารวิชาการลำดับที่๘๒, ประวัติศาสตร์ในมิติวัฒนธรรมศึกษา: ยกเครื่องเรื่องวัฒนธรรม
ศึกษา. (กรุงเทพฯ : ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร, ๒๕๕๒) น. ๓๓-๓๔

ปัญหาก็คือว่า ตะกอนทัศนะเดิมในการจัดทำแบบเรียนมันสวนทางกับประชาธิปไตย-
ที่เน้นการมีส่วนร่วม หรือพูดให้หนักข้อกว่านั้นคือโครงสร้างอำนาจเก่าที่สืบเนื่องมา-
ถึงปัจจุบันมันกำลังทำให้เราหลงเข้าใจไปว่า “ชาติ” ใหญ่กว่า “ปัจเจก”
ตลอดระยะเวลา ๘-๙ ปีผ่านมา
ภาษาจึงถูกหลอมรวมเข้ากับความเป็นชาติเพื่อถล่มปัจเจก

แบ๊นานุแบ๊วที่อยากมีส่วนร่วมในภาษาถึงโดนรุมประณาม
, หยามเหยียด, กีดกัน ตลอดมา
    จากการกดดันโดยวาทกรรม (discourse, [วา-ทะ-กำ]) ของกระทรวงวัฒน-
    ธรรม จากการประชาสัมพันธ์ด้านเดียวตลอด ๒๔ ชั่วโมงของสื่อมวลชน
    และจากมวลชนขวาจัดที่ถูกขัดเกลาทางสังคม (socialization) ให้เชื่องต่อรัฐ
การโดนแต่งอักขระตลอดจนแต่งรูปให้ตาโตเท่าไข่ห่านนำมาเย้ยหยันประจานกลาย-
เป็นเรื่องปกติไปแล้วในประเทศที่แกนความยุติธรรมเอนเอียงเข้าข้างคนรักชาติ-
มากกว่าคนรักเสรีภาพ

ถึงตรงนี้ ความเป็นปัจเจกมันหายไป หรืออาจละสำนวนนิติศาสตร์หันมาพูดในสำ-
นวนอินดี้ว่าความเป็นตัวของตัวเองถูกลบออก ราวกับผู้นำเผด็จการฟาสซิสท์มา-
เคาะประตูบ้านเยาวชนแล้วสำราก
“อีสัตว์! มึงอย่าทะลึ่งบิดภาษาเล่น”
    อนาคตของชาติมีหน้าที่เพียงแบกรับ/ผลิตซ้ำ (Reproduction) อุดมการณ์-
    ชาตินิยมเท่านั้น เยาวชนไม่ได้มีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของภาษาอย่างแท้จริง

ความสับสนระยำ! แปรเปลี่ยนเป็นความเดือดดาลถึงเกลียดชังผู้อื่นอย่างบ้าคลั่ง!
    เมื่อภาษาประกอบเข้ากับความเป็นนามธรรมของความคิดเรื่องชาติ
    ความสับสนระหว่าง “ชาติ” และสถาบันหลักทางวัฒนธรรมอื่นในรัฐจึงเกิดขึ้น

“ภาษา” สถาบันที่มีตัวตนทางสุนทรียลักษณ์ (aesthetic characteristic)
ถูกสอดใส่โดย “ชาติ”
    จุ๊กกรู้ว์! มันจะสอดใส่กันแบบถุงยางหรือไม่มิใช่คำถาม
    อะฮ้า! บัดนี้ภาษาตกเป็นเมียของชาติโดยปริยาย
มันประกาศว่าเราเป็นคนคนเดียวกันแล้วแน่วไปจดทะเบียนสมรสโดยไม่สนขี้ปาก-
ชาวบ้าน ภาษาได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์แทนความเป็นชาติ และเมื่อเกิดสิ่งนี้ขึ้น
การปกป้องเชิดชูภาษาและการปกป้องเชิดชูชาติมักจะแยกกันไม่ออก

ความหลงลืมบัดซบ! สองผัวเมียมันยังตกค้างอยู่ในโลกความรู้ปลายศตวรรษที่18
จนหลงลืมไปว่าปัจจุบัน จุดเน้นได้เปลี่ยนจากชาติที่มีแบบแผนภาษาเป็นหนึ่งเดียว
มาเป็นภูมิภาคที่มีความหลากหลายและมั่งคั่งงดงามด้วยภาษาจำนวนมาก
    เช่น ภาษาฝรั่งเศสของควิเบก (แทนที่จะเป็นภาษาอังกฤษแบบแคนาดา)
           ภาษาคาตาลัน (ที่ไม่ใช่ภาษาสเปน)
           และภาษาต่างๆ มากมายที่พูดกันในอินเดีย
การยอมรับความหลากหลายด้านภาษาเช่นนี้มาพร้อมการสร้างความเป็นประชาธิป-
ไตยขึ้น

แต่ฉิบหายยังไม่จบ! ปัญหาคือรัฐไทยไม่ให้การรับรองหนำซ้ำยังสร้างวาทกรรม-
มาไล่บดขยี้บีฑาภาษาไทยร่วมสมัยที่ผ่านกระบวนการทำให้แบ๊ว (baewization)
ที่ประดิษฐ์ขึ้นโดยเยาวชนในรัฐ ภาษาชนิดนี้จึงไม่มีตำแหน่งแห่งที่เป็นของตนเอง-
ด้วยถูกข้อกล่าวหาโบราณทุเรศแบบเดียวกับนักศึกษาหัวก้าวหน้าในธรรมศาสตร์กร-
ณี ๖ ตุลา'๑๙โดนคือจะทำให้ชาติล่มจม คำถามจึงมีอยู่ว่า:
ภาษาไทยร่วมสมัยที่ผ่านกระบวนการทำให้แบ๊วจะทำให้ชาติล่มจมจริงหรือ?

อย่างไรก็ตาม ไม่หมายความว่าทุกคนในรัฐไทยรังเกียจกรณีนี้
คนที่ไม่รู้สึกอย่างไรในกรณีนี้ อย่างน้อยๆที่สุดก็ศิลปินและนักดนตรี
นักดนตรีที่ศึกษาคีตะศาสตร์แนวอุปมา (metaphorical approach)
ย่อมทราบดีว่าภาษาไทยเดิม = ดนตรีแคลสสิค
ภาษาไทยร่วมสมัย = ดนตรีแจ๊สที่ต้องอาศัยการอิมโพรไว้ส์ (Improvisation)

ทางด้านศิลปินผู้ทำงานด้านศิลปะเองหากเขาเคยเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์
ก็ย่อมทราบดีว่ามาเซล ดูแช็มพ์
นำกระโถนเยี่ยวไปตั้งตระหง่านกลางงานแสดงศิลป์แล้วคำราม
“นี่ล่ะโว้ย! งานศิลป์ของข้า”
นัยว่าเป็นการเสียดสีศิลปะที่ถูกเยินยอว่าเป็นของสูงจนเลิศลอยแบบhigh culture

ถูกละ! ปรากฏการณ์ที่เหล่าแบ๊นานุแบ๊ว
กระทำในรัฐไทยเปรียบเสมือน มาเซล ดูแช็มพ์ jr.
และคนเป็นศิลปินก็ย่อมทราบดีว่าความงามในภาษาหรือความงามรูปแบบใดก็ตาม
นั้นเป็นเรื่องของใครของมัน ความงามเป็นเรื่องของปัจเจก
ความงามเป็นเรื่องที่Identifyไม่ได้
 
โดยเฉพาะเรื่องสุนทรียลักษณ์ (aesthetic characteristic)
ที่ไม่ควรมีใครมาผูกขาดในทุกกรณี
คนที่ไม่เข้าใจสุนทรียศาสตร์แล้วออกมาประณามภาษาไทยร่วมสมัยว่าวิบัติ
คงไม่พ้นมวลชนขวาจัดคลั่งชาติกับศิลปินลูกกวาดที่มีอยู่มากล้นในประเทศนี้

 
บัดนั้น! พ.ศ.๒๔๘๕
เรามีชนชั้นนำขี้ข้าญี่ปุ่นประกาศอักขระวิบัติบังคับใช้ถ้วนทั่วในยุครัฐนิยม
เยี่ยฮ์! พ.ศ.๒๕๔๕ เด็กรุ่นใหม่ไปไกลกว่ารัฐด้วยการพังโครงสร้างภาษา-
ทิ้ง แล้วระเบิดสภาวะปัจเจกออกมาอย่างทรงพลังผ่านวิถีภาษาที่ตัดขาด-
จากกระแสหลัก
    อิสระแห่งภาษา!
    เปลวไฟแห่งเสรีภาพ!

แต่เสรีภาพเป็นอันตรายเกินไปสำหรับกรอบคิดอนุรักษ์นิยมและชาตินิยม
เอิงเอ็ย! ผู้ใหญ่บรรดามีจึงสร้างวาทกรรม(discourse)อนุรักษ์/ชาตินิยมสวยหรูขึ้น
นัยว่าเพื่อยัดเยียดสถานภาพ “วิบัติชน” ให้เด็กรุ่นใหม่
    โลกสลัวลง
    จิ้งหรีดคร้านจะขับขาน
    พระจันทร์ดั้นเข้ากลีบเมฆเหมือนมันอับอาย

ไม่นานต่อมาเด็กรุ่นใหม่บางคนพบว่าเธอถูกปรับตกการสอบ
ข้อหา?
เธอเผลอเขียนตอบว่าพูมิปะเทดส์ข็งเราว์น่าลั๊คมั้กรุย ลงในข้อสอบข้อเขียน
ครูนำกระดาษแผ่นนั้นแปะบอร์ดหน้าชั้นประจานเรียกเสียงฮาเย้ยหยัน

พวกเขาดูถูกเหยียดหยามภาษาไทยร่วมสมัยที่ผ่านกระบวนการทำให้แบ๊ว (baewi
zation) ของเธอ
เด็กสาวข่มความอายไว้ภายใต้หัวใจผุพัง
    “พญาอินทรีย์บินเหนือลมรำเพยเสมอ”
    ปรัชญาอ่านเจอที่ไหนไม่รู้เธอจำไม่ได้แต่รู้สึกคารวะ
    มันช่วยปลอบโลมใจในวันแล้งโรย
ยามนี้เธอแหงนมองเบื้องบนไม่เจอพญาอินทรีย์
เจอแต่พวกนกแก้วนกขุนทองเกาะหลังคาห้องพักครูชูคอเย่อหยิ่งทุเรศ!
เธอเกลียดพวกมัน!
แล้วภาวนาให้มีพญาอินทรีย์โผจิกมันเลือดสาดเซ็น!

ความเจ็บปวดและทรมาน! วัยเรียนสดใสกลับกลายมืดหม่น
เด็กสาวรู้สึกทุเรศทุกสิ่งที่ครูเสี้ยมสอน!
เธอเริ่มเสื่อมศรัทธากับประเทศที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตย
    ผู้คนประเทศนี้ไม่เคยเคารพศักดิ์ศรีความเป็นคน!
   ไม่เคยเคารพความเป็นปัจเจกบุคคล!
ไม่นานต่อมาเธอหันมาเชื่อถือระบอบแอ๊บแบ๊วธิปไตย (ab-baewrazy)

ทว่าเพื่อความสุภื่นชื่นมะลื่นของชีวิตการศึกษาในระบบ
ปีต่อมาเธอยอมงดแสดงออกถึงจินตนาการด้านภาษาอันเพริศแพร้ววิไลระฟ้า
    เปล่า! เธอไม่ดัดจริต
    แต่ผันคำเล่นด้วยความคิดสร้างสรรค์คันตาคะเยอ

โธ่ถัง! เธอเคยตาอักเสบวิ่งโร่หาหมอหลายหนแต่ยังไม่เข็ดขาม!
  และฟันฝ่าอุปเสบนานับในฐานะ “แบ๊วเกิร์ล” ผู้ยิ่งยง
แต่โลกแห่งความจริงที่หมุนทุเรศมาจนนาทีนี้ไม่เคยปราณีใคร!
เสียงถากถางเอ็ดอึงแซ่วในรูหู เด็กสาวหลบไปร้องไห้คนเดียว
เธอเกลียดความว้าเหว่และเกลียดความรู้สึกว่าโดนทอดทิ้งไว้ลำพังในโลกสกปรก    
    เด็กสาวกรีดร้องชิงชัง!   
    แล้วภาวนาให้ทุกสิ่งบนโลกนี้เป็นสีดำ!
    ดำ! ดำ! ดำ! และดำ!

เป็นเวลานานนับอสงไขยที่เธอวางเฉยมินำพาต่อคำครหาป้ายร้าย 
และอดกลั้นต่อความอยุติธรรมที่ผู้คนในประเทศนี้
กระทำรุนแรงต่อเธอโดยยัดเยียดความเป็น “วิบัติชน” ให้มาตลอด
ผ่านอุดมการณ์ชาตินิยม, วาทกรรมของสื่อมวลชนขวาจัดคลั่งชาติ
, กรอบคิดอนุรักษ์นิยม
, วาทกรรมของกระทรวงวัฒนธรรมด้วยแบบแผนภาษาสืบสานความงดงามในจารีต
     “คลื่นไส้!  ภาษาสวมชฎา!”
    เธอตะโกนเคียดแค้นด้วยเปลวไฟเสรีภาพโชนนัยน์ตา!
    แล้วแน่วจิตอธิษฐานให้พญาอินทรีย์ที่เธอเคารพรักเอาใจช่วย

โลกจวนหลอมละลายด้วยเพลิงบรรลัยกัลป์! การขับเคี่ยวหฤโหดแห่งยุคสมัยระหว่าง
ฝ่ายวิบัติชน กับ ฝ่ายเผด็จการภษาร
    ชะ! แต่การหาซื้อ'หมึกปิ้งถึงเม็ดมะขามคั่วเคี้ยวข้างเวทีนั้นไม่จำเป็น!
    มิพักต้องพูดถึงเบียร์กระป๋อง
    “บัดซบ! ไม่มีลุ้นอะไรทั้งนั้น!”
    คอมวยภาษาลุกกลับบ้านด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย
 
เปลวไฟแห่งเสรีภาพมอดดับลง
    โลกกลับมายิ้มเย็น
    จิ้งหรีดครวญเสียงใส
    พระจันทร์ผละเมฆกระจ่างทอแสงนวล

ฝ่ายขวาชนะท่วมท้นด้วยอาศัยกำลังพวกมากเข้าหักหาญรอนราญแบบนักเลงภาษาผู้-
ดีช่างกล
    สื่อมวลชน
    กวีเรืองปราชญ์
    นักเรียนมัธยมเรียงความดีเด่น พร้อมด้วยมวลชนผู้อนุรักษ์ภาษาไทย
ตบเท้าเข้ารับโล่ห์เกียรติยศอย่างงดงาม